การเป่าขึ้นส้อยแคน

                  การเป่าขึ้นส้อยแคน  การเป่าขึ้นส้อยแคน หมายถึงการเป่าเกริ่นนำก่อนที่จะเป่าจริง หรือ เป็นการเกริ่นนำก่อนจะเข้าสู่ลายแคน ถ้าเปรียบเทียบกับดนตรีบรรเลงในปัจจุบันก็คือ Introduction นั่นเอง จะแตกต่างกันที่การเป่าขึ้นส้อยแคนจะต้องเป่าให้จบในเวลาอันรวดเร็ว เป็นการนำเอาเนื้อหาของลายแคนมาแนะนำบางส่วน ซึ่งผู้เป่าอาจมีจุดประสงค์หลายอย่าง เช่นเป่าเพื่อทดสอบความพร้อมของตนเองและตรวจสอบสภาพของแคนว่าอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะใช้งานได้ดีหรือไม่ ยิ่งถ้ามีผู้ฟังหรือคู่แข่งก็จะเป็นการอวดความสามารถให้ผู้อื่นรู้ก่อนที่จะเป่าจริง  นอกจากนี้การเป่าขึ้นส้อยแคนยังทำให้ผู้ฟังสามารถประเมินได้ว่าผู้เป่ามีความสามารถอยู่ในระดับใด  การเป่าขึ้นส้อยแคนมีความสำคัญมาก มีคำกล่าวว่า “หากการเป่าในขั้นตอนนี้ผ่านไปได้ด้วยดีก็เท่ากับประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ” ฉะนั้นในการเป่าขึ้นส้อยหมอแคนจึงต้องระมัดระวังและบรรจงเป็นพิเศษเพื่อให้เสียงแคนเป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังหรือเป็นการข่มขู่คู่แข่งขันอีกทางหนึ่งด้วย ในการเป่าขึ้นส้อยแคนมีขั้นตอนหนึ่งซึ่งสำคัญมากที่ผู้เป่าแคนจำเป็นต้องรู้จักและเข้าใจคือการจาดแคน
                    การจาดแคน  คำว่าจาด เป็นภาษาพื้นเมืองอีสาน หมายถึงทำให้ตกใจ การจาดแคน คือการเป่าที่ไม่มีการไล่เสียงหรือเล่นทำนอง  เป็นเพียงการเป่าเพื่อตรวจสอบกลุ่มเสียงของแต่ละลายที่จะเป่า  เป็นการเป่าให้เกิดเสียงขึ้นครั้งแรกพร้อมกันเป็นกลุ่มเสียง  เสียงที่ดังขึ้นจากการจาดแคน จะทำให้ผู้ฟังหันมาสนใจและรับรู้ว่าการเป่าแคนจะเริ่มขึ้น  นอกจากนี้การจาดแคนยังทำให้ผู้ฟังสามารถรู้ได้ว่าผู้เป่าจะเป่าแคนในลายทางสั้นหรือลายทางยาว  การจาดแคนบางทีก็จะเรียกว่า “การจ้าดแคน” หรือจ้านแคน”  อีกด้วย  ในลำดับต่อไปจะกล่าวถึงรายละเอียดการจาดแคนลายทางยาว ซึ่งได้แก่การจาดลายใหญ่และการจาดลายน้อย  โดยปฏิบัติดังนี้
                  การจาดลายใหญ่ ปกติการป่าแคนลายใหญ่จะติดสูดเสียง มีกลาง และ เสียง ลาสูง คือ ติดที่รูนับของแคนลูกที่ 7 และ ลุกที่ 8 แพขวา เพื่อทำเป็นเสียงประสานยืน(Drone) และฝึกเป่าตาม ลำดับดังนี้
                 คำว่า จาด หรือ จ้าด เป็นการเกริ่นทำนองแบบหนึ่งที่ใช้บรรเลงก่อนนำเข้าสู่ลายแคน ซึ่งมีทำนองคล้ายกับสำเนียงภาษาพูดว่า “ จ้าน ……….จ้านจ้าน……………” ซึ่งจะทำให้ลายแคนมีความไพเราะอ่อนหวาน โดยติดสูดที่ระดับเสียง มํ ลํ (แพขวา) แล้วปฏิบัติตามลำดับ ดังนี้
                ขั้นที่ 1  ใช้นิ้วปิดรูนับเสียง ม ร ดํ (แพซ้าย) และเสียง ลฺ ด ล รํ (แพขวา) ทำริมฝีปากห่อเข้าและผันลิ้นคล้ายกับจะเปล่งสำเนียงว่า  จ้าน  ล้วเป่าลมเข้านานประมาณ 1 วินาที (ดูแผนภูมิที่ 1) 

 จ้านลายใหญ่ ขั้นที่1(ใหม่)

             ขั้นที่ 2 (ต่อจากขั้นที่ 1)ให้ปล่อยนิ้วออกเพื่อเปิดรูนับเสียง ร ดํ ที่แพซ้าย และเสียง ด รํ ที่    แพขวา ให้เหลือไว้เฉพาะเสียง    แพซ้าย และเสียง  ลฺ ล  แพขวา แล้วปล่อยให้ลมเป่ายืดออกไป    2-3 วินาที (ดูแผนภูมิขั้นที่ 2)

จ้านลายใหญ่ ขั้นที่ 2(ใหม่)

             ถ้าต้องการคำว่า “ จ้าน ………………” เพียงครั้งเดียว หรือ  ช่วงลมเดียวก็เป่าให้เสียงแคนยืดออกไปอีกได้ตามต้องการ  แต่ถ้าต้องการคำว่า จ้าน ต่อกันหลายครั้ง เช่น จ้าน จ้าน…………. ให้ปฏิบัติ ในขั้นที่ 3 ต่อไป
           ขั้นที่ 3 (ต่อจากขั้นที่2) ปิดรูนับเสียง ม ร ดํ (แพซ้าย) และเสียง ลฺ ด ล รํ (แพขวา) พร้อมกันอีกครั้ง (เช่นเดียวกับขั้นที่ 1) 

จ้านลายใหญ่ขั้นที่3แผนภูมิ1                  ขั้นที่ 4 (ต่อจากขั้นที่3) แล้วรีบปล่อยนิ้วออกให้เหลือเฉพาะเสียง ม และ ลฺ ล เช่นเดียวกับขั้นที่ 2 (แผนภูมิที่ 2) และเป่าลมเข้าให้เสียงแคนยืดออกไปอีกตามต้องการ ในขั้นนี้จะมีทำนองคล้ายกับคำว่า “จ้านจ้าน……………….

จ้านลายใหญ่ขั้นที่4แผนภูมิ2

        ข้อควรสังเกต
 1. การเป่าคำว่า“จ้าน”ให้ใช้ลมช่วงเดียวตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ จะใช้ลมเป่าเข้าหรือดูดออกก็ได้ตามความถนัด โดยแบ่งลมออกเป็น 3 ช่วง เราจะได้ยินเสียงดังคล้ายกับคำว่า “จ้าน……………..…..จ้านจ้าน………………”
                   2. ระดับเสียงที่ต้องปิดรูนับตลอดการบรรเลงคือระดับเสียง ลฺ ล, ม มํ, ลํ  เป็นการ จ้าน ทำนองลายใหญ่

                   การจาดลายน้อย การป่าแคนลายน้อยจะติดสูดเสีย เรสูง (รํ) และ เสียง ลาสูง(ลํ) คือ ติดที่รูนับของแคนลูกที่ 6 และ ลุกที่ 8 แพขวา เพื่อทำเป็นเสียงประสานยืน(Drone) แล้วฝึกเป่าตาม ลำดับดังนี้

        ขั้นที่ 1
              ใช้นิ้วปิดรูนับเสียง ฟํ ฟ ร ดํ (แพซ้าย) และ เสียง ซ ล  (แพขวา) ทำริมฝีปากห่อเข้าและผันลิ้นคล้ายกับจะเปล่งสำเนียงว่า  จ้าน….  แล้วเป่าลมเข้าประมาณ 1 วินาที  (ดูแผนภูมิที่ 1) 

จ้านลายน้อย ขั้นที่ 1

        ขั้นที่ 2
                (ทำต่อจากขั้นที่1) ให้ปล่อยนิ้วเพื่อเปิดรูนับเสียง ฟํ ฟ  ด  ที่แพซ้ายออก ให้เหลือไว้เฉพาะเสียง  แพขวาให้เหลือเสียง ล รํ (รวมทั้ง รํ ลํ ที่ติดสูด) แล้วเป่าลมให้ยืดนานออกไปอีกประมาณ 2-3 วินาที (ดูแผนภูมิขั้นที่ 2)

จ้านลายน้อย ขั้นที่ 2

                     ถ้าต้องการคำว่า “ จ้าน …………………….” เพียงครั้งเดียว หรือ  ช่วงลมเดียวก็เป่าให้เสียงแคนยืดออกไปอีกได้ตามต้องการ  แต่ถ้าต้องการคำว่า จ้าน ต่อกันหลายครั้งให้ปฏิบัติในขั้นที่ 3 ต่อไป

           ขั้นที่ 3
               (ทำต่อจากขั้นที่2) ปิดรูนับเสียง ฟํ ฟ ร ดํ (แพซ้าย) และเสียง รํ (แพขวา) พร้อมกันอีกครั้ง (เช่นเดียวกับขั้นที่ 1)แล้วเป่าลมเข้า 

จ้านลายน้อย ขั้นที่ 3

           ขั้นที่ 4 หลังจากเป่าลมเข้าแล้วให้รีบปล่อยนิ้วให้เหลือเฉพาะเสียง และ รํ เช่นเดียวกับขั้นที่ 2 (แผนภูมิที่ 2) และเป่าลมเข้า ให้เสียงแคนยืดนานออกไปอีกตามต้องการ ในขั้นนี้เมื่อฟังเสียงแล้วจะมีทำนองคล้ายกับคำว่า จ้านจ้าน……………….

จ้านลายน้อย ขั้นที่ 4

       ข้อควรสังเกต 
           1. การเป่าคำว่า“จ้าน” ให้ใช้ลมช่วงเดียวตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ จะใช้ลมเป่าเข้าหรือดูดออก
ก็ได้ตามความถนัด โดยแบ่งลมออกเป็น 3 ช่วง จะได้เสียงแคนที่มีเสียงดังคล้ายกับคำว่า
จ้าน………..จ้านจ้าน………………” (เช่นเดียวกับลายใหญ่)

           2. ระดับเสียงที่ต้องปิดรูนับตลอดการบรรเลงคือระดับเสียง ร รํ, ลํ  เป็นการเป่าคำว่า จ้าน ทำนองลายน้อย

โพสท์ใน การเป่าแคนลายใหญ่ | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

ลายล่องน้อย หรือ ลายอ่านหนังสือน้อย

              รูปแคนลายน้อยลายล่องน้อย ที่เรียกชื่อว่า “ลายล่องน้อย” หรือ“ลายอ่านหนังสือน้อย”เพราะมีท่วงทำนอง คล้ายกับการอ่านหนังสือผูก ซึ่งเป็นหนังสือโบราณที่จารึกหรือเขียนลงบนใบลานแล้วนำมาร้อยด้วยด้ายเล็กๆ ติดกัน หนังสือนี้มักจะมีความยาวหลายๆ หน้า ผู้อ่านจะอ่านด้วยทำนองค่อนข้างช้าและมีการเอื้อนเสียง เช่นเดียวกับลายล่องใหญ่หรือลายอ่านหนังสือใหญ่เพียงแต่ระดับเสียงของทำนองสูงกว่าลายอ่านหนังสือใหญ่
             
การติดสูด
       
จะติดสูดเหมือลายน้อย คือติดที่ลูกแคนลูกที่ 7 และ  ลูกที่  แพขวา เพื่อใช้เป็นเสียงประสานยืน(เสียง Drone) หรือบางครั้งก็เรียกว่า เสียงเสิร์ฟประสานหลัก ซึ่งก็หมายถึงการประสานทำนองด้วยเสียง เร และเสียง ลาสูง เช่นเดียวกัน

การเป่าแคน ลายล่องน้อย หรือ ลายอ่านหนังสือน้อย

[…]♦ กลับ : ไปยังหน้า → การเป่าแคนลายน้อย ♦[…]

โพสท์ใน การเป่าแคนลายน้อย | ติดป้ายกำกับ , , , , | ใส่ความเห็น

ลายนกไซบินข้ามทุ่ง(ลายน้อย)

           ลายนกไซบินข้ามทุ่ง(ลายน้อย)  เป็นการบรรเลงเพื่อบรรยายหรือให้เกิดจินตนาการเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ที่เกี่ยวข้องหรือผูกพันกับการทำมาหากินของผู้คนในสังคมเกษตรกรรม ในยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะการทำไร่ทำนาที่ต้องพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งบางปีก็แห้งแล้ง น้ำในแหล่งน้ำตามธรรมชาติก็เหือดแห้ง ทำให้สัตว์หลายชนิดต้องอพยพถิ่นฐานไปที่อื่น จึงทำให้ศิลปินพื้นบ้านผู้มีอารมณ์ศิลป์ทั้งหลายได้นำเอากิริยาอาการของสัตว์ต่างๆเหล่านั้นมาเรียบเรียงแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นทำนองของเสียงดนตรีที่พวกเขามีอยู่ จึงทำให้เกิดลายทำนองของดนตรีต่างๆ ขึ้น ลายแคนที่ชื่อว่า “ลายนกไซบินข้ามทุ่ง“ก็มีความเป็นมาดังนี้เช่นกัน คือ ผู้ประพันธ์ต้องการที่จะถ่ายทอดจินตนาถึงอากับปกิริยาของนกไซหรือนกใส่(ตามสำเนียงของคนอีสานหมายถึงนกหัวขวานที่กำลังกระพือปีกบินข้ามทุ่งนา) ผู้ประพัยธ์ทำนองนี้ คือ เปลื้อง ฉายรัศมี ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ การติดสูด ก็เหมือนลายน้อยทำนองอื่นๆ คือปิดที่เสียง เรสูง และเสียง ลาสูง (ลูกที่ 6 และ  8 แพขวา) ดังตัวอย่าง

โน้ตทำนอง ลายนกไซบินข้ามทุ่ง (ลายน้อย)

โน้ตลายนกไชบินข้ามทุ่ง(ลายน้อย)

การเป่าแคน ลายนกไซบินข้ามทุ่ง (ลายน้อย)

[…]♦ กลับ : ไปยังหน้า → การเป่าแคนลายน้อย ♦[…]

โพสท์ใน การเป่าแคนลายน้อย | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

ลายนกไซบินข้ามทุ่ง(ลายใหญ่)

            ลายนกไซบินข้ามทุ่ง เป็นลายแคนที่นำมาบรรเลงเพื่อพรรณนาหรือบรรยายภาพพจน์ตามธรรมชาติและสื่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ในฤดุการทำไร่ ทำนา ของสังคมในชนบท เป็นการบรรยายให้เห็นสภาพที่ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลาย มีแหล่งอาหารของสัตว์นานาชนิด และจากการสังเกตกิริยาอาการของสัตว์ของหมอแคนในอดีด จึงได้ถ่ายทอดจินตนาการนั้นๆ ออกมาในรูปของเสียงดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบ เช่นนำเอาลักษณะท่าทางการบินของนกที่บินออกหากินหรือบางพวกก็อพยพย้ายถิ่นฐานบินผ่านท้องฟ้าไป ศิลปินผู้มีอารมณ์ศิลป์เหล่านั้นจึงนำมาถ่ายทอดเป็นแนวทำนองของดนตรีดังกล่าว กลายเป็นลายแคนที่ขื่อ “ลายนกไซบินข้ามทุ่ง” และถ้าเป็นการบรรเลงแนวทำนองที่เป็นลายใหญ่ ทางยาว จะติดสูดที่เสียง มี ลูกที่ 7 แพขวา และเสียง ลาสูง ลูกที่ 8 แพขวา เพื่อทำเป็นเสียงประสานยือน(เสียงDrone) มีแนวทำนองดังตัวอย่าง ดังนี้

โน้ตทำนอง ลายนกไซบินข้ามทุ่ง (ลายใหญ่)

โน้ตลายนกไชบินข้ามทุ่ง(ลายใหญ่)

การเป่าแคน ลายนกไซบินข้ามทุ่ง (ลายใหญ่)

[…]♦ กลับ : ไปยังหน้า → การเป่าแคนลายใหญ่ ♦ […]

โพสท์ใน การเป่าแคนลายใหญ่ | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

ลายลำเพลิน(ลายน้อย)

              การเป่าลายลำเพลิน(ลายน้อย) แนวทำนองการบรรเลงเช่นเดียวกับลายลำเพลิน(ลายใหญ่) แต่ระดับเสียงจะต่างกัน คือ ลายน้อยจะบรรเลงในโหมดของ Dm โดยติดสูดที่เสียง เร ลุกที่ 6 แพขวา และเสียง ลาสูง ลูกที่ 8 แพขวา มีแนวทำนองการบรรเลงหลายแบบตามยุคสมัยและความนิยมในแต่ละท้องถิ่น เช่น ในยุคลำเพลินแก้วหน้าม้า ลำเพลินมะโนราห์ ลำเพลินประยุกต์(เป็นทำนองลำที่ดัดแปลงเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง) ดังนี้เป็นต้น 

ตัวอย่างการบรรเลง
ลายลำเพลินแก้วหน้า้ม้า(ลายน้อย)

[…]♦ กลับ : ไปยังหน้า  การเป่าแคนลายน้อย ♦[…]

โพสท์ใน การเป่าแคนลายน้อย | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

ลายลมพัดพร้าว(ลายใหญ่)

                ลายลมพัดพร้าว(ลายใหญ่) การเป่าแคนลายลมพัดพร้าว จัดอยู่ในกลุ่มลายแคนประเภทการบรรยายภาพพจน์ กล่าวคือศิลปินผู้เป็นหมอแคนพื้นบ้านในอดีดได้สร้างสรรค์แนวทำนองนี้ขึ้นเพื่อสะท้อนจินตนาการให้เห็นถึงความงาม อ่อนโยน อ่อนไหว ของธรรมชาติแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชนนั้นๆในอดีด เข่น ต้นไม้ ผู้คน สัตว์ สิ่งของ แหล่งน้ำ ขนบธรรมเนียมประเพณี และสถานที่ต่างๆ แล้วนำมาร้อยเรียงและถ่ายทอดจินตนาการอันสร้างสรรค์นั้นด้วยเสียงดนตรีที่เขาชื่นชอบ นั่นคือแคนนั่นเอง เมื่อจดจำสืบทอดกันมาเป็นเวลานานก็ย่อมมีการสร้างสรรค์ทำนองให้แปลกแหวกแนวออกไปบ้างเพื่อเป็นเอกลักษณ์ของหมอแคนแต่ละคน ลายแคนที่มีชื่อว่า “ลายลมพัดพร้าว” ก็มีความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมดังกล่าวเช่นกัน คือ ผู้ประพันธ์ทำนองนี้ต้องการถ่ายทอดเจตนารมย์ไปสู่ผู้ฟังตามจินตนาการของตนเพื่อให้เห็นความงามหรือความไพเราะและเยือกเย็นของสายลมที่กำลังพัดใบมะพร้าวโอนเอนอ่อนไหวไปมาช้าๆเนิบนาบ ได้ยินเสียงสายลทที่พัดใบมะพร้าวปลิวสะบัดคล้ายลีลาเสียงดนตรีที่มีความไพเราะ จึงเรียกชื่อว่า “ลายลมพัดพร้าว” นอกจากนี้ในปัจจุบันยังได้นำเอาลายลมพัดพร้าวไปบรรเลงประกอบการแสดงที่เรียกว่า “รำภูไทสามเผ่า”  ด้วย ซึ่งมีแนวทำนองที่บรรเลงเป็นลายใหญ่ ดังนี้

โน้ตทำนอง ลายลมพัดพร้าว(ลายใหญ่)

โน้ตลายลมพัดพร้าว(ลายใหญ่)

[…]♦ กลับ : ไปยังหน้า → การเป่าแคนลายใหญ่ ♦[…]

โพสท์ใน การเป่าแคนลายใหญ่ | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก(ลายใหญ่)

                ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก(ลายใหญ่) เป็นลายแคนหมอแคนพื้นบ้านในอดีดได้พัฒนามาจากเพลงกล่อมเด็กของคนอีสานในสมัยก่อน(ย้อนเวลากลับไปหลัง 40-50 ปีมาแล้ว) คนอีสานสมัยก่อนเวลาให้ลูกนอนเปลจะเรียกว่า “นอนอู่”ซึ่งเป็นสำเนียงภาษาอีสาน ขณะที่กล่อมลูกนอนผู้เป็นแม่ เป็นยาย หรือ ผู้ที่มีอายุมาก(ในยุคนั้น) ก็จะร้องเป็นทำนองบทกล่อมของคนอีสาน ดังบทกล่อมบางตอน  ที่ว่า “นอนสาล่า บุดตาแม่สิก่อม นอนอู่แก้วสาแล้วแม่สิกวย อื่อ อื้อ แม่ไปไฮหมกไข่มาหา แม่ไปนาหมกปลามาป้อน แม่ไปส่อนหมกฮวกมาหา …….” ซึ่งกล่อมเป็นทำนองสำเนียงภาษาพูดของคนอีสานจากนั้นไม่นานเด็กที่นอนในอู่ก็จะเคลิ้มหลับไป ซึ่งบทกล่อมอันเยือกเย็นนี้เองเป็นแนวทางให้ศิลปินผู้มีอารมณ์ศิลป์ในยุคสมัยนั้นนำทำนองบทกล่อมนี้มาร้อยเรียงเป็นเสียงดนตรี โดยมีเจตนารมย์ที่จะบรรยายให้เห็นถึงสภาพหญิงม้ายที่ต้องทนต่อความทุกข์ยากลำบากในการเลี้ยงดูลูกและการทำมาหากินโดยลำพังคนเดียว ลายแม่ฮ้างกล่อมลูกนำมาบรรเลงเป็นลายแคนได้ทั้งลายน้อยและลายใหญ่ ดังนี้

โน้ตทำนอง ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก (ลายใหญ่)

โน้ตลายแม่ฮ้างกล่อมลูก(ลายใหญ่)

[…]  กลับ : ไปยังหน้า → การเป่าแคนลายใหญ่  […]

โพสท์ใน การเป่าแคนลายใหญ่ | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น